dxt:360 เปิดอินไซต์ “สกุชชี่ 2026” เทรนด์ของเล่นเก่าคืนชีพบนโซเชียล

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด เผยผลวิเคราะห์ Social Listening dxt:360 พบกระแส "สกุชชี่" ของเล่นยอดนิยมเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในปี 2569 เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ จิตใจ และมาตรฐานความปลอดภัยสินค้า

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด เผยผลวิเคราะห์บทสนทนาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับ "สกุชชี่" ของเล่นที่เคยได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ผ่านเครื่องมือ Social Listening dxt:360 โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 จากแพลตฟอร์ม Facebook, X, YouTube, TikTok, Instagram และ Pantip พบว่ากระแส "สกุชชี่ 2026" กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การสะท้อนสภาวะจิตใจของคนยุคนี้ และการยกระดับความตื่นตัวของผู้บริโภคด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า

ผู้ที่เคยเติบโตมากับสกุชชี่ยุคแรกกำลังกลับมาตามหา "สกุชชี่ปีลึก" รุ่นหายาก ไปจนถึงแชร์ความทรงจำร่วมกันบนโลกออนไลน์ ทำให้กระแสนี้ไม่ได้เป็นเพียงกระแสของเล่นเด็กเหมือนในอดีต

ประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์

  • ตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่นครองส่วนแบ่งการพูดถึงสูงสุด ที่ 32.6% ของแหล่งซื้อขายที่ถูกกล่าวถึงบนโลกออนไลน์ ตามด้วยตลาดค้าส่งและย่านการค้าเก่าที่ 28.3%
  • ความเพลิดเพลินทางสัมผัสเป็นเหตุผลหลักที่คนซื้อสกุชชี่ คิดเป็น 50.9% ของบทสนทนาด้านอารมณ์และความรู้สึกทั้งหมด
  • มาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตรายเป็นประเด็นความกังวลอันดับหนึ่ง ที่ 60.7% ของบทสนทนาด้านความปลอดภัย หลังพบสินค้าลอกเลียนแบบไม่ได้มาตรฐาน มอก. ทะลักเข้าสู่ตลาด
  • กระแสความสนใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดเดือนมิถุนายน 2569 และขึ้นสู่จุดพีคในวันที่ 27 มิถุนายน 2569

ยอดพูดถึงพุ่งสูงสุดปลายเดือนมิถุนายน

ข้อมูลจาก dxt:360 ระบุว่าจำนวนข้อความที่กล่าวถึง "สกุชชี่" บนโลกออนไลน์ทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนจะขึ้นสู่จุดพีคของกระแสในวันที่ 27 มิถุนายน 2569

กราฟแสดงจำนวนข้อความที่กล่าวถึงสกุชชี่บนโลกออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและพุ่งขึ้นสูงสุดในวันที่ 27 มิถุนายน 2569
กราฟแสดงจำนวนข้อความที่กล่าวถึงสกุชชี่บนโลกออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและพุ่งขึ้นสูงสุดในวันที่ 27 มิถุนายน 2569

"แลนด์มาร์ก" ยอดฮิตของนักล่าสกุชชี่ กระจายรายได้สู่สังคม

การกลับมาของสกุชชี่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อย จากการสำรวจแหล่งซื้อขายที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์ (by Mentions) สะท้อนให้เห็นถึงแผนที่การกระจายรายได้ที่น่าสนใจดังนี้

อินโฟกราฟิกแสดงสัดส่วนการพูดถึงแหล่งซื้อขายสกุชชี่บนโลกออนไลน์ โดยตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่นนำที่ 32.6% ตามด้วยตลาดค้าส่ง 28.3% ช่องทางออนไลน์ 27.3% และห้างสรรพสินค้า 11.8%
อินโฟกราฟิกแสดงสัดส่วนการพูดถึงแหล่งซื้อขายสกุชชี่บนโลกออนไลน์ โดยตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่นนำที่ 32.6% ตามด้วยตลาดค้าส่ง 28.3% ช่องทางออนไลน์ 27.3% และห้างสรรพสินค้า 11.8%
  • อันดับ 1 ตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่น (32.6%) แหล่งกระจายสินค้าที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เนื่องจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง สามารถนำสินค้าที่อยู่ในกระแสมาวางขายบนแผงได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เม็ดเงินจากเทรนด์นี้วิ่งตรงสู่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็กเป็นกลุ่มแรกสุด
  • อันดับ 2 ตลาดค้าส่งและย่านการค้าเก่า (28.3%) ย่านการค้าดั้งเดิมอย่างสำเพ็ง สะพานเหล็ก และเยาวราช กลับมาคึกคักและกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกครั้ง จากกระแสการรีวิว พาทัวร์ และการตามล่าไอเทมหายาก
  • อันดับ 3 ช่องทางออนไลน์ (27.3%) แพลตฟอร์ม E-commerce การไลฟ์สดขายสินค้า รวมถึงบริการรับหิ้ว มีสัดส่วนความนิยมตามมาติด ๆ ช่วยทลายข้อจำกัดด้านเวลาและการเดินทางของผู้บริโภค
  • อันดับ 4 ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า (11.8%) แม้พื้นที่ในห้างใหญ่จะเป็นสมรภูมิหลักของกระแสของเล่นและของสะสมชนิดอื่นก่อนหน้านี้ แต่สำหรับสกุชชี่กลับอยู่ในอันดับรั้งท้าย เนื่องจากมีราคาที่เข้าถึงง่ายและผูกโยงกับวัฒนธรรมการเดินตลาดมากกว่า

ภาพความคึกคักของตลาดนัดและย่านค้าส่งดั้งเดิมชี้ให้เห็นว่าเทรนด์สกุชชี่มีส่วนช่วยผลักดันเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ถอดรหัส "สกุชชี่" เครื่องมือเยียวยาจิตใจของคนยุคใหม่

ท่ามกลางวิถีชีวิตอันเร่งรีบ สกุชชี่กลายเป็นเครื่องมือบำบัดจิตใจที่สะท้อนความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภค จากการวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนโลกออนไลน์พบว่ามิติทางอารมณ์และความรู้สึกที่ผู้คนได้รับจากการครอบครองของเล่นนุ่มฟูชนิดนี้ แบ่งออกเป็น 5 ด้านหลัก

อินโฟกราฟิกแสดงมิติทางอารมณ์และความรู้สึกจากการเล่นสกุชชี่ ความเพลิดเพลินทางสัมผัส 50.9% ความสุขจากดีไซน์ 23.5% คลายเครียดเสริมสมาธิ 16.8% ความสนุกจากการสะสม 6.4% และการเยียวยาจิตใจในวัยเด็ก 2.4%
อินโฟกราฟิกแสดงมิติทางอารมณ์และความรู้สึกจากการเล่นสกุชชี่ ความเพลิดเพลินทางสัมผัส 50.9% ความสุขจากดีไซน์ 23.5% คลายเครียดเสริมสมาธิ 16.8% ความสนุกจากการสะสม 6.4% และการเยียวยาจิตใจในวัยเด็ก 2.4%
  • อันดับ 1 ความเพลิดเพลินทางสัมผัส (50.9%) เกินครึ่งของบทสนทนาเกิดขึ้นจากความพึงพอใจในสัมผัส ทั้งความนุ่มมือยามบีบและจังหวะการคืนตัวแบบ "สโลว์" ซึ่งคล้ายกับความรู้สึกเวลาดูคอนเทนต์ ASMR ที่ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความผ่อนคลาย
  • อันดับ 2 ความสุขจากดีไซน์ที่ชุบชูใจ (23.5%) ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ารักละมุนตา โดยเฉพาะรูปทรงอาหารยอดนิยมอย่างแท่งเนยและซาลาเปา ที่กลายเป็น "วิตามินใจ" ขนาดพกพา
  • อันดับ 3 การคลายเครียดและเสริมสร้างสมาธิ (16.8%) ผู้ใช้จำนวนมากเลือกใช้สกุชชี่เป็นเครื่องมือรับมือความเครียดจากการทำงานหรือการเรียน สอดคล้องกับข้อมูลเชิงวิชาการที่ระบุว่าการบริหารมือด้วยการบีบวัตถุนุ่มมือมีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข
  • อันดับ 4 ความสนุกจากการสะสมและการตามล่าหาไอเทม (6.4%) สกุชชี่มอบมิติของ "เกมล่าสมบัติ" ผ่านการตามหารุ่นหายาก (Rare Item) และการแลกเปลี่ยนในกลุ่มชุมชนคนรักของสะสม
  • อันดับ 5 การเยียวยาจิตใจในวัยเด็กและการย้อนความทรงจำ (2.4%) แม้มีสัดส่วน Mention น้อยที่สุด แต่เมื่อวัดจาก Engagement กลับพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับสอง สะท้อนว่ากลุ่มคนวัยทำงานที่เติบโตมาในยุคก่อนเลือกซื้อของเล่นชนิดนี้เพื่อเติมเต็มความสุขในวัยเด็กที่เคยอยากได้แต่ไม่มีโอกาสครอบครอง

บทสนทนาในมิติการดูแลจิตใจนี้สะท้อนว่าสกุชชี่ราคาหลักสิบได้กลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูอารมณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นตัวอย่างของเทรนด์ "Healing Economy" หรือธุรกิจเยียวยาจิตใจที่กำลังเติบโตในสังคมไทย

ผู้บริโภคตื่นตัว ถามหามาตรฐาน "ความปลอดภัย" สกุชชี่

อีกด้านของกระแสความนิยม คือเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับ "ความปลอดภัย" และมาตรฐานของสินค้ามากขึ้น จากการสำรวจประเด็นความกังวลบนโลกออนไลน์พบว่าเสียงส่วนใหญ่มุ่งไปที่เรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและการกำกับดูแลคุณภาพสินค้า

อินโฟกราฟิกแสดงสัดส่วนความกังวลของผู้บริโภคต่อสกุชชี่ มาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตราย 60.7% อันตรายต่อสุขภาพและร่างกาย 37% และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.3%
อินโฟกราฟิกแสดงสัดส่วนความกังวลของผู้บริโภคต่อสกุชชี่ มาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตราย 60.7% อันตรายต่อสุขภาพและร่างกาย 37% และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.3%
  • อันดับ 1 มาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตราย (60.7%) ประเด็นร้อนที่ผู้คนบนโลกออนไลน์เกาะติดสถานการณ์มากที่สุด คือเมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เดินหน้ากวาดล้างสินค้าคุณภาพต่ำ หลังพบสินค้าลอกเลียนแบบและไม่ได้มาตรฐาน มอก. ทะลักเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้บทสนทนายกระดับจากการตักเตือนกันเองในกลุ่มผู้บริโภคไปสู่การติดตามการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐอย่างใกล้ชิด
  • อันดับ 2 อันตรายต่อสุขภาพและร่างกาย (37.0%) ความกังวลของผู้บริโภคพุ่งเป้าไปที่ผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง ตั้งแต่กลิ่นฉุนที่ก่อให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อาการแพ้หรือระคายเคืองผิวหนังจากการสัมผัส ไปจนถึงกรณีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย
  • อันดับ 3 ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (2.3%) ประเด็นขยะพลาสติกหรือวัสดุสังเคราะห์ย่อยสลายยากแม้ถูกพูดถึงในสัดส่วนไม่มาก แต่สวนทางกับจำนวนสินค้าที่หมุนเวียนอยู่ในท้องตลาด

ความกังวลที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลิกซื้อ "สกุชชี่" เพราะความกังวล แต่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการ "ซื้ออย่างมีเงื่อนไข" โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตและผู้ค้าทั้งตลาดต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

กระแสชั่วคราว หรือตลอดไป

การกลับมาของสกุชชี่ในปี 2569 พิสูจน์ให้เห็นว่ากระแสบนโลกโซเชียลสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้จริงเกินกว่าแค่หน้าจอ สะท้อนผ่านเม็ดเงินที่หมุนเวียนสู่พ่อค้าแม่ค้าตั้งแต่ตลาดนัดชุมชนไปจนถึงย่านค้าส่งใหญ่อย่างสำเพ็ง ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักพิงใจราคาย่อมเยาของคนวัยทำงาน ตลอดจนปลุกกระแสการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจนหน่วยงานภาครัฐอย่าง สคบ. และ สมอ. ต้องขยับตัวลงมาควบคุม แต่อนาคตหลังจากนี้ยังเป็นโจทย์ที่น่าจับตามองว่าเทรนด์เก่าที่ถูกปัดฝุ่นใหม่ครั้งนี้จะแผ่วลงไปตามวงจรของเล่นแฟชั่นทั่วไป หรือจะก้าวข้ามคำว่ากระแสชั่วคราวสู่การเป็นไอเทมประจำตลาดอย่างถาวร

ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์รวบรวมจาก dxt:360 แพลตฟอร์ม Social Listening and Media Monitoring ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ซึ่งเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 จากแหล่งข้อมูล Facebook, X, YouTube, TikTok, Instagram และ Pantip โดย dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ นำเสนอผ่าน Dashboard ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย

staff
staff