ETDA สรุปบทเรียน AIGW 2026 ผู้ร่วมงาน 5 วันทะลุพันคน ยอดชมออนไลน์กว่า 24,000 หนุนไทยสู่เวทีผู้นำ AI Governance ภูมิภาค
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สรุปผลจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน ผู้ชมออนไลน์กว่า 24,000 คน ผ่าน 51 เวที วิทยากร 77 ท่านจาก 53 องค์กร ถอดบทเรียนหลักการ AI Governance ระดับโลกสู่แนวทางที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนบทบาทในภูมิภาค
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สรุปผลการจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 3 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ รวม 5 วัน โดยมีผู้เข้าร่วมงาน ณ สถานที่จัดงานมากกว่า 1,000 คน และผู้รับชมออนไลน์มากกว่า 24,000 คน ผ่านกิจกรรมรวม 51 เวที มีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญ 77 ท่าน จาก 53 องค์กรทั้งในและต่างประเทศ ร่วมถอดบทเรียนหลักการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Governance ระดับโลก สู่แนวทางที่ไทยจะใช้ขับเคลื่อนบทบาทผู้นำด้าน AI Governance ในระดับภูมิภาค
งานดังกล่าวมี ETDA ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบาย องค์กรระหว่างประเทศ ภาคเทคโนโลยี การเงิน การศึกษา กฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ เข้าด้วยกัน เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่หลักการสากล นโยบาย การประเมินผลกระทบ ความปลอดภัย การทดสอบระบบ ไปจนถึงแนวทางนำ AI ไปใช้ในภาคส่วนต่าง ๆ อย่างรับผิดชอบ (ก่อนหน้านี้ ETDA ได้ประกาศกำหนดจัดงาน AI Governance Week 2026 ในวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 69 และปิดงานด้วยการเปิดตัวเวที AI Red Teaming ครั้งแรกของไทย)
เชื่อมหลักการ AI ระดับโลกสู่การใช้งานจริงในไทย
ภายในงานมีการนำกรอบหลักการจากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาถอดบทเรียนร่วมกัน ครอบคลุมประเด็นสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความปลอดภัย และความเสี่ยง โดย ETDA ทำหน้าที่เชื่อมกรอบสากลเข้ากับระบบของไทย ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่า กฎหมายด้าน AI ต้องคุ้มครองประชาชนโดยไม่เป็นภาระต่อการพัฒนานวัตกรรมเกินความจำเป็น และต้องเชื่อมโยงกับกฎหมายเดิม กลไกเฉพาะภาคส่วน และกรอบสากลที่ปรับตามระดับความเสี่ยง
ปรับหลักการสากลให้เข้ากับบริบทของแต่ละประเทศ
ภายใต้แนวคิด National Ownership ของ UNESCO ที่เปิดให้แต่ละประเทศมีส่วนออกแบบแนวทางกำกับดูแล AI ของตนเอง แทนการนำกรอบจากต่างประเทศมาใช้ทั้งชุด ไทยได้ต่อยอดเครื่องมือ Ethical Impact Assessment (EIA) ของ UNESCO มาเป็น Thai AI EIA Playbook เพื่อให้องค์กรใช้กำหนดเป้าหมาย ระบุผู้มีส่วนได้เสีย ประเมินความเสี่ยง วางมาตรการก่อนใช้งาน กำหนดผู้รับผิดชอบ และติดตามผลหลังใช้งานจริง
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยได้หารือร่วมกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกในประเด็น AI Governance Practice Center (AIGPC) สะท้อนแนวทางการสร้างกลไกภายในประเทศเพื่อต่อยอดหลักการสากลผ่านเครื่องมือประเมินและเครือข่ายความร่วมมือ
ชี้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องพัฒนาคนควบคู่กัน
หลายเวทีในงานสะท้อนตรงกันว่า AI Governance จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ด้วยตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแล ผู้บริหาร นักพัฒนา และผู้ใช้งานยังขาดความเข้าใจหรือเครื่องมือที่จำเป็น องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ระบุถึงความเสี่ยงของ AI ต่อเด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ทั้งประเด็นความเป็นส่วนตัว การเลือกปฏิบัติ เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การคุกคามออนไลน์ และผลกระทบต่อโอกาสในชีวิต
งานดังกล่าวยังมีกิจกรรม Hands-on Workshop จาก Google, Huawei, Microsoft และ Meta เปิดให้ผู้เข้าร่วมทดลองใช้งาน AI อย่างปลอดภัย ครอบคลุมการตรวจสอบคำตอบ การคุ้มครองข้อมูล และการกำกับดูแลโดยมนุษย์
ยกระดับจาก AI Governance Center สู่ AI Governance Practice Center
ETDA เริ่มวางรากฐานด้าน AI Governance ผ่าน AI Governance Center (AIGC) ตั้งแต่ปี 2565 ก่อนที่ Generative AI จะแพร่หลาย โดยศึกษาแนวโน้ม ความเสี่ยง หลักการสากล และความพร้อมของประเทศ เมื่อโจทย์ระดับโลกเปลี่ยนจากการประกาศหลักการไปสู่การลงมือปฏิบัติ บทบาทดังกล่าวจึงถูกยกระดับเป็น AI Governance Practice Center (AIGPC) เพื่อเชื่อมองค์ความรู้เข้ากับการใช้งานจริง ผ่านการพัฒนา Playbook เครื่องมือประเมิน โครงการนำร่อง เวิร์กช็อป และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้แนวคิด Practice over Policy
เปิดเวทีทดสอบความปลอดภัยก่อนใช้งานจริง
งานดังกล่าวมีเวที Red Teaming ครอบคลุมการใช้ AI เสริมความมั่นคง และการป้องกันการโจมตีรูปแบบ Prompt Injection และ Data Poisoning ที่อาจทำให้โมเดล AI ทำงานผิดวัตถุประสงค์ ศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) ระบุว่า ภาคการเงินใช้งาน AI ตั้งแต่การยืนยันตัวตน ตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติ ไปจนถึงระบบ Chatbot จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกัน โดยงานนี้เป็นที่มาของกิจกรรม Thailand AI Red Teaming Challenge เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทดสอบและพิสูจน์ความปลอดภัยของระบบ AI ก่อนนำไปใช้งาน
ผลักดันไทยเป็นพื้นที่เรียนรู้ AI Governance ของภูมิภาค
ETDA วางตำแหน่ง AIGW 2026 เป็น Regional Learning Platform เชื่อมโยง ETDA, UNESCO, UNICEF ภาคเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับดูแล ภาคการเงิน ภาควิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน โดยมี AIGPC สนับสนุนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ETDA ระบุว่าแนวทางของไทยไม่ได้มุ่งกำหนดมาตรฐานให้ประเทศอื่นปฏิบัติตาม แต่เป็นพื้นที่กลางสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมพัฒนาแนวทาง AI Governance ของภูมิภาค เพื่อให้แต่ละประเทศปรับหลักการสากลให้เข้ากับบริบทของตนเอง
ในส่วนของกรอบการกำกับดูแลระยะยาว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา UNESCO ภาคธุรกิจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ระบุตรงกันว่าระบบกำกับดูแล AI ต้องสามารถทบทวนและปรับปรุงตามหลักฐานใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด Continuous Learning ซึ่งนำผลจากการประเมินผลกระทบ เวิร์กช็อป การทดสอบ Red Teaming และข้อเสนอแนะต่าง ๆ กลับไปปรับปรุงนโยบายและเครื่องมือ โดย AIGPC ภายใต้ ETDA ทำหน้าที่รวบรวมบทเรียน เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ และต่อยอดองค์ความรู้ของไทยสู่เครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับโลก
ETDA สรุปว่ากิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน ตั้งแต่การพัฒนา AIGC การจัดทำ EIA ร่วมกับ UNESCO การดูแลกลุ่มเปราะบางร่วมกับ UNICEF การอบรมโดย Google, Huawei, Microsoft และ Meta การพิจารณากรอบกฎหมาย การยกระดับสู่ AIGPC และการทดสอบความปลอดภัยร่วมกับ TB-CERT ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกันที่มุ่งแปลงหลักการระดับโลกให้เป็นเครื่องมือ กฎหมาย การพัฒนาบุคลากร การทดสอบ และความร่วมมือที่ตรวจสอบได้