รีวิว realme GT Master Edition เหนือระดับแห่งความเร็วไปกับจอ 120Hz, ชิป Snapdragon 778G 5G และชาร์จเร็ว 65W
คุณสมบัติการใช้งาน
![]()
realme GT Master Edition รันบนระบบปฎิบัติการ Android 11 ครอบทับด้วย realme UI 2.0 ที่ได้รับการสร้างมาอย่างดีเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่สนุกมากยิ่งขึ้น โดยการออกแบบ UI คำนึงถึงความชอบและความสะดวกสบายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ใช้งานได้อย่างราบรื่นและสนุก และผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งไอคอนได้ด้วยตนเอง
![]()
มาพร้อม Dark Mode หรือโหมดกลางคืน สำหรับปรับสีของหน้า UI ให้อยู่ในโทนสีดำ เพื่อช่วยให้ใช้งานได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการอ่านหนังสือ และยังทำให้เครื่องใช้พลังงานน้อยลงช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ด้วย โดยเปิดอัตโนมัติในเวลากลางคืน
สามารถเลือกปรับได้ 3 สไตล์ คือ Enhanced (ดำสนิท), Medium (เทาเข้ม) และ Gentle (เทา) ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีคอนทราสต์ที่แตกต่างกันไป สามารถตั้งค่าเป็น Auto ให้ตัวเครื่องทำการวัดแสงโดยรอบจากเซ็นเซอร์ ambient แล้วประมวลผลเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดตามช่วงเวลานั้น ๆ ให้เอง
![]()
พร้อมโหมดถนอมสายตา และปรับอุณหภูมิสีหน้าจอได้ โดยการเพิ่มอุณหภูมิสีเพื่อลดรังสีแสงสีฟ้า เพื่อป้องกันอาการปวดตา และสามารถตั้งเวลา เปิด-ปิด อัตโนมัติ รวมถึงเลือกโหมดสีหน้าจอได้ 3 แบบคือ เจิดจ้า เพื่อแสดงสีที่เด่นชัดยิ่งขึ้น, อ่อนโยน แสดงสีที่เรียบง่าย และสดใส พัฒนาประสิทธิภาพการแสดงผลสี
![]()
รองรับการปลดล็อคหน้าจอด้วยใบหน้า Face Unlock เพียงลงทะเบียนด้วยใบหน้า ซึ่งจะใช้ได้เพียงหน้าเดียวเท่านั้น จากนั้นเมื่อหน้าจอติดมองไปยังบนหน้าจอก็สามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ใบหน้าเพื่อเข้าสู่แอปที่ป้องกันไว้ หรือในพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยได้
![]()
![]()
รองรับการปลดล็อคหน้าจอ ล็อคแอป และเก็บข้อมูลส่วนตัวด้วยการสแกนลายนิ้วมือแบบ Ultra-fast โดยติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนปุ่มเปิดปิดด้านขวาข้างเครื่อง
![]()
รองรับการใช้งาน 2 ซิม พร้อมรองรับ 5G+5G DSDS (Dual 5G SIM) สามารถเชื่อมต่อ 5G ผ่านซิมการ์ดใดก็ได้เพื่อประสบการณ์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
โดยรองรับ 13 คลื่นความถี่ 5G ทั่วโลก (n1/n3/n5/n7/n8/n20/n28/n77/n40/n41/n78/n38/n66) และยังรองรับคลื่นความถี่ 2G, 3G และ 4G ด้วย
และมาพร้อมเทคโนโลยี 5G อัจฉริยะสามารถรับรู้สภาพแวดล้อมสัญญาณโดยรอบและเปลี่ยนจาก 4G เป็น 5G ได้อย่างชาญฉลาด ปรับปรุงอายุการใช้งานแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานลง 30%
![]()
รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อแบบ Dual Channel สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi และ 5G พร้อมกันได้อย่างเร็วและเสถียรยิ่งขึ้นและเมื่อคุณเปิดใช้งาน Wi-Fi และ 5G พร้อมกัน จะช่วยเพิ่มความเร็วและความเสถียรของเครือข่ายให้ดียิ่งขึ้น
และรองรับ Wi-Fi 6 ความสามารถในการกินไฟและความสามารถในการครอบคลุมของอุปกรณ์ได้รับการปรับให้เหมาะสมเพื่อรองรับผู้ใช้งานหลายคน ช่วยให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในสถานการณ์ที่มีผู้ใช้มาก และระยะการส่งข้อมูลไกลขึ้นพร้อมความเร็วในการส่งข้อมูลก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน
![]()
มาพร้อมแอป Phone Manager เครื่องมือสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่องโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น การเคลียร์ไฟล์แคช (Cache File), จัดการความเป็นส่วนตัว หรือการสแกนไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ตัวเครื่องมีความปลอดภัย และใช้งานได้รวดเร็วอยู่ตลอดเวลา
![]()
มีฟังก์ชัน Split-Screen สำหรับแบ่งหน้าจอ เพื่อให้ใช้งานได้พร้อมกัน 2 แอปพลิเคชัน รวมทั้งรองรับแอปโคลน ผู้ใช้สามารถโคลนนิ่งแอปพลิเคชัน Facebook หรือ Line นั้นหมายว่าความว่าผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน Line ได้ พร้อมๆ กัน ถึง 2 บัญชี
ประสิทธิภาพ
ทดสอบการเล่นเกม
![]()
ในด้านประสิทธิภาพ realme GT Master Edition ใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 778G 5G ซึ่งผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 6 นาโนเมตร ซูเปอร์คอร์สถาปัตยกรรม A78 สี่ตัว และความถี่หลักสูงถึง 2.4GHz มอบประสบการณ์ประสิทธิภาพที่ครอบคลุมและทรงพลัง รวมทั้งมาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 642L ที่รองรับ 90 เฟรมของเกม Honor of Kings มีระบบสั่น ด้วยมอเตอร์เฉพาะ ช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนว FPS, MOBA เป็นต้น
![]()
Asphalt 9 เลือกปรับกราฟิกคุณภาพสูง ด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 888 บวกกับจอรีเฟรชเรท 120Hz ทำให้สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลมากๆ โดยภาพรวมถือว่าทำได้ดีมากเลยทีเดียว
![]()
ทดสอบกับเกม PUBG Mobile โดยสามารถปรับตั้งค่ากราฟิกที่ “ระดับ HD” ส่วนเฟรมเรทตั้งไว้ที่ระดับสูง ซึ่งในภาพรวมถือว่าทำผลงานได้อย่างประทับใจ เพราะแทบไม่พบอาการแลคให้หงุดหงิดใจเลย
![]()
ปิดท้ายกันด้วย ROV เกมแนว MOBA สุดฮิตของบ้านเรา โดย realme GT 5G สามารถเล่นบนเฟรมเรทสูงได้สบายๆ และถ้าเลือกตั้งค่าเกมให้เป็นค่าเริ่มต้น ก็จะสามารถตีป้อมได้ลื่นเลยทีเดียว
![]()
รวมทั้งมีฟีเจอร์ Game Space ที่จะเข้ามาช่วยให้การเล่นเกมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถเลือกประสิทธิภาพการเล่นเกมได้ 3 แบบคือ
- Pro Gamer mode คือ การรีดประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำมาเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ
- Balanced mode คือ โหมดการใช้งานทั่วไป เหมาะกับการใช้งานที่ไม่ต้องการประสิทธิภาพเท่าใดนัก
- Low power mode คือโหมดประหยัดพลังงาน เหมาะกับการใช้งานเพื่อประหยัดแบตเตอรี่ ไม่เหมาะกับการเล่นเกม
และยังมีการจัดการระบบแจ้งเตือนต่างๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการเล่นเกม รวมไปถึงการสายโทรเข้าด้วย สามารถเลือกได้ว่าจะปฏิเสธสาย หรือเลือกรับสายเฉพาะเบอร์สำคัญได้
มอบประสบการณ์การเล่นเกมอย่างชาญฉลาด
- HyperBoost ให้คุณสามารถเล่นเกมได้อย่างราบรื่นโดยไม่กระตุก
- Frame Boost จะช่วยเร่งอัตราเฟรม คาดการณ์สถานการณ์การต่อสู้แบบกลุ่มที่มีความเข้มข้นสูงอย่างชาญฉลาด และปล่อยประสิทธิภาพเต็มที่ล่วงหน้า
- Touch Boost เร่งการสัมผัสและนำประสบการณ์การเล่นเกมที่ราบรื่น
![]()
realme GT Master Edition ยังมาพร้อม GT Mode สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ ด้วยการปรับการทำงานของซีพียูให้อยู่ระดับสูงสุด, เปิดใช้อัตราการรีเฟรชสูงสุด 120Hz, เปิดเอฟเฟกต์ภาพ Ultra-HD พร้อมปรับปรุงคุณภาพกราฟิก ให้ภาพคมชัดเสมือนจริงเป็นพิเศษ,เปิดระบบการสั่นแบบ 4D และยังมี Quick Start สามารถเข้าถึงเกมได้อย่างรวดเร็ว
![]()
ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ realme GT Master Edition ผ่านแอป AnTuTu
![]()
ผลการทดสอบประสิทธิภาพของ realme GT Master Edition ผ่านแอป GeekBench
อ่านต่อ… คลิ๊กที่นี่ >>> Pages 3